Homework assignment 4 ความเชื่อของผม

Homework 1 Comment

So here is the homework assignment I handed in last week (lesson details to follow shortly), I was happier with this than I was my previous one, although my teacher did say that it was missing a clear introduction. Still, stylistic errors I can deal with.

ความเชื่อของผม

พ่อแม่ของผมไม่เคร่งศาสนาเหมือนคนอังกฤษหลายคน แต่ถ้าใครถามแม่ของผมว่า “คุณนับถือศาสนาอะไร” แม่อาจจะพูดว่า นับถือสาศนาคริสต์ คนอังกฤษส่วนมากจะบอกว่าเป็นคริสเตียน แต่ในปัจจุบันนี้ที่ประเทศอังกฤษคนที่เคร่งสาศนามีน้อยและมีคนอังกฤษไม่น้อยที่ไม่เชื่อพระเจ้า แม้ว่าจะพูดหรือเขียนว่าเป็นคริสเตียน ในความคิดของผมศาสนาในประเทศอังกฤษเป็นธรรมเนียมมากกว่าเป็นความเชื่อ

เวลาผมเป็นเด็กผมไปโรงเรียนโรมันคาทอลิก ดังนั้นผมต้องไปโบสถ์และฟังนักบวชที่เป็นอาจารย์ที่โรงเรียน ตอนนั้นผมคิดว่าสาศนาเป็นสิ่งที่ดี แล้วตอนนั้นผมยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับศาสนาอื่น หรือความเชื่อที่อื่นที่แตกต่างกันกับศาสนาคริสต์

เมื่อผมโตแล้วไม่มีใครบอกให้ผมต้องนับถืออะไร ตอนนั้นผมคิดว่าเรื่องที่นักบวชเล่าให้ฟังที่โรงเรียนไม่ต้องเป็นความจริง แต่โลกใบนี้คงจะมีพระเจ้าเท่านั้นที่สร้าง

แต่เดียวนี้ผมเริ่มสนใจวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะวิวัฒนาการ เรื่องนี้ทำให้ผมคิดว่าศาสนาเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น

เพราะฉะนั้น ถ้าใครถามให้ผมว่า “คุณนับถือศาสนาอะไร” ผมมักจะตอบว่า “ผมนับถือวิทยาสาตร์”

Homework Assignment 3 คนที่อยู่กรุงเทพฯ

Homework No Comments

After talking about Bangkok during last week’s lesson my teacher gave me the title คนที่อยู่กรุงเทพ “People That Live in Bangkok” to write about. I handed it in at the start of Friday’s lesson and here it is, after corrections. I wasn’t particularly happy with this one, not so much incorrect, but not a great piece of writing.

คนที่อยู่กรุงเทพ

กรุงเทพมหานคร หรือที่ชางต่างชาติเรียกว่า “บางกอก” เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ที่มีพลเมืองประมาณ ๑๐ ล้านคน และชาวต่างชาติหลายคนที่มาเป็นนักท่องเที่ยวเพื่อธุระกิจ

นอกจากเป็นเมืองหลวงของประเทศ กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการคมนาคม การค้า การธุระกิจ การศาสนา การศึกษา และการเมืองเป็นต้น เนื่องจากกรุงเทพฯเป็นกลางจึงมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติมาอาศัยที่กรุงเทพฯ และทำให้เมืองนี้มีวัฒนาธรรม และความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันกับเมืองอื่นในประเทศ

สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจก็คือ ในหนึ่งวันจะมีโอกาสเห็นสภาพคนและสถานที่ ที่แตกต่างกันมาก จะเห็นวัดที่สวยมากและสลัมที่สกปรก จะเห็นคนขอทานข้างนอกห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ นัดท่องเที่ยวและนักธุระกิจเดินผ่านพ่อค้าแม่ค้าที่ขายผลไม้หรืออาหารถูกๆ

นี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมเพราะว่าผมมาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่นั่นมีคนจนและคนรวย มีเมืองใหญ่และชนบท แต่ความจริงคือ  ชีวิดของคนที่อยู่ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ค่อยต่างกันมาก ถ้าเราเปรียบเทียบกับคนที่อยู่ที่นี่

ในความคิดของผมเรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผม แต่มันเป็นเรื่องที่อันตรายสำหรับวัฒนธรรมไทยและชีวิดความเป็นอยู่ของคนไทยบางคน เพราะว่าเวลาคนที่ไม่ค่อยมีเงินมาอยู่กับคนที่รวย เขาจะรู้สึกไม่พอใจกับชีวิดของเขาแม้ว่ารายได้ของเขาอาจจะพอกับ         ค่าครองชีพ

สมัยนี้เด็กที่กรุงเทพฯเริ่มฟุ่มเฟือยชอบเลี้ยงแบบคนอื่น โดยเฉพาะดาราและคนรวย ผมก็เลยอยากให้พวกเขารู้ว่า เขาไม่ต้องเอาอย่างใคร ต้องคิดเองและฟังพ่อแม่เท่านั้น และเงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญมากเหมือนอย่างที่เขาคิดตอนนี้

กรุงเทพฯตอนนี้ เปลี่ยนแปลงจากเดิมมาก ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม คน ธรรมเนียมและวัฒนธรรม สภาพที่อยู่อาศัย เป็นต้น

Homework Assignment 2 ชาวนา

Homework No Comments

As you can see, I’ve been busy. Today was Mothers’ Day วันแม่ in Thailand, so I was off work. As my teacher will be leaving Bangkok for a few days on Thursday we decided to use today as a study day. Consequently, I had to do this before going to study this morning so it was a bit rushed. Anyway here is assignment 2 (after corrections).

ชาวนา

ชาวนา คือ บุคคลที่มีอาชีพปลูกข้าว ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ คำกล่าวมานี้เป็นความจริงเพราะว่าข้าวเป็นอาหารหลักของประเทศไทย นอกจากนี้ข้าวเป็นสินค้าออกของไทยที่สำคัญมากสำหรับเศรษฐกิจไทย

ใครที่มาอยู่เมืองไทยและเรียนภาษาไทยจะทราบว่าข้าวเป็นสิ่งสำคัญอย่างไร เพราะว่าคนไทยมักจะทักทายกันว่า “กินข้าวหรือยัง” เป็นประจำ แล้วเวลาคุณถามคนไทยว่าชีวิตของคนไทยเป็นอย่างไร มักจะคิดถึงคำกล่าวนี้ “ในน้ำมีปลาในนามีข้าว” แต่ผมรู้สึกว่าคนไทยสมัยนี้ โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในเมืองลืมว่าปลากับข้าวมาจากไหน

ชาวนาทำงานหนักตั้งแต่เช้าถึงค่ำตลอดปี เพราะหลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยวประจำปีแล้ว พวกเขาก็จะเริ่มปลูกข้าวนาปรัง หรือพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ต่ออีก หรือไม่ก็เลี้ยงสัตว์หลายชนิด เช่น วัว ปลา และเป็ด เป็นต้น

แต่มีเหตุหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้อาชีพนี้ลำบากยากขึ้น ทุกคนรู้ว่าตอนนี้ค่าครองชีพของคนไทยเริ่มสูงขึ้น แต่ข้าวเปลือกมีราคาตกต่ำ นอกจากนี้มีเรื่องสิ่งแวดล้อมที่คุกคามอาชีพชาวนาก็คือขาดแคลนน้ำสำหรับการปลูกข้าวนาปรัง และการก่อสร้างที่อาจทำให้น้ำเป็นพิษ

แต่สิ่งที่อันตรายมากคือความคิดของคนไทยสมัยนี้ ที่ไม่นิยมเป็นชาวนาแต่ชอบไปหางานในโรงงานหรือในเมืองจนลืมไปว่าข้าวที่กินอยู่ทุกวันนี้มาจากใคร เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรจะยกย่องชาวนา และควรให้ทุกคนสำนึกถึงผู้ที่เลี้ยงทุกๆ คน ในประเทศ และในโลก


Homework Assignment 1

Homework No Comments

Here is my first homework assignment from last week (after being corrected slightly). I had my second lesson today which I will add more about in the next couple of days. The assignment is titled gaan rian paa-saa tai kong pom , basically “my (experiences) learning Thai”. If you can’t read the script then copy the text into www.thai2english.com for a transcription.

การเรียนภาษาไทยของผม

ภาษาไทยเป็นภาษาหลักของคนไทย ซึ่งมีตัวอักษร ๔๔ ตัว และสระ ๒๑ รูป ทุคคนที่เกิดมาในประเทศไทยเรียน อ่าน เขียน และพูด ภาษาไทย ซึ่งมีครูบาอาจารย์เป็นผู้สอนไม่ว่าจะอยู่ภาคใดในประเทศ

ตอนที่ผมอยู่ประเทศอังกฤษผมมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการเรียนภาษาน้อย มาก เพราะฉะนั้นเมื่อผมมาเที่ยวประเทศไทยครั้งแรกผมไม่สนใจภาษาไทยเลย ผมคิดว่าภาษาไทยคงจะยากมาก ไม่มีทางที่ผมจะเรียนได้เลย

แต่ตอนที่ผมมาเมืองไทยอีกเพื่อทำงานที่ประเทศไทย ผมเริ่มมีความสนใจในภาษาไทย ผมเห็นว่าคนไทยเป็นคนใจดีมากๆ ชอบพูดกับชาวต่างชาติ แต่ผมเห็นว่าบางคนอายเวลาพูดคุย เพราะว่าไม่มีควเมรู้และความสามารถเกี่ยวกับการพูด การฟังภาษาอังกฤษ ดังนั้นผมจึงตัดสินใจว่า ถ้าผมจะอยู่ที่ประเทศไทย ผมควรจะเรียนภาษาไทย

ตอนที่ความสนใจในภาษาไทยเกิดขึ้นผมอยู่ประเทศไทยได้ประมาณหนึ่งปี มันมีประโยชน์ก็คือ ตอนที่ผมเริ่มเรียนภาษาไทยครั้งแรก ผมชินเสียงพูดของคนไทยแล้ว นี่เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะว่าตอนแรกเราต้องเรียนการออกเสียงภาษาไทย ซึ่งแตกต่างกันกับภาษาของตนเอง

ผมซื้อหนังสือหล่ายเล่ม และเรียนอ่านเขียนภาษาไทยเอง แต่หลังจากนั้นหนึ่งหรือสองปีผมเห็นว่าความสามารถของผมไม่ดีขึ้น เพราะแะนั้นผมจึงลาออกจากงานเพื่อเรียนภาษาไทยกับครูไทยในโรงเรียนภาษา ผมเรียนในโรงเรียน ๕ เดือน และเรียนพิเศษกับครูไทยราวๆ ๕ หรือ ๖ เดือน จนผมสอบความรู้ภาษาไทยเทียบชั้นประถมศึกษาปีที่๖ได้

ผมคิดว่าการเรียนภาษาไทยมีประโยชน์มาก ซึ่งเห็นได้จากการพูดคุยกับคนไทย คนไทยมีน้ำใจและใจดีมากเวลาพูดคุยกับชาวต่างชาติ ผมคิดว่าถ้าชาวต่างชาติทุกคนที่อยู่เมืองไทยได้เรียนภาษาไทยเหมือนกับผมก็จะ มีความสุขในการอยู่เมืองไทย และจะรู้ว่าภาษาไทยไม่ยากอย่างที่คิด