September 4, 2008
Homework
1 Comment
So here is the homework assignment I handed in last week (lesson details to follow shortly), I was happier with this than I was my previous one, although my teacher did say that it was missing a clear introduction. Still, stylistic errors I can deal with.
ความเชื่อของผม
พ่อแม่ของผมไม่เคร่งศาสนาเหมือนคนอังกฤษหลายคน แต่ถ้าใครถามแม่ของผมว่า “คุณนับถือศาสนาอะไร” แม่อาจจะพูดว่า นับถือสาศนาคริสต์ คนอังกฤษส่วนมากจะบอกว่าเป็นคริสเตียน แต่ในปัจจุบันนี้ที่ประเทศอังกฤษคนที่เคร่งสาศนามีน้อยและมีคนอังกฤษไม่น้อยที่ไม่เชื่อพระเจ้า แม้ว่าจะพูดหรือเขียนว่าเป็นคริสเตียน ในความคิดของผมศาสนาในประเทศอังกฤษเป็นธรรมเนียมมากกว่าเป็นความเชื่อ
เวลาผมเป็นเด็กผมไปโรงเรียนโรมันคาทอลิก ดังนั้นผมต้องไปโบสถ์และฟังนักบวชที่เป็นอาจารย์ที่โรงเรียน ตอนนั้นผมคิดว่าสาศนาเป็นสิ่งที่ดี แล้วตอนนั้นผมยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับศาสนาอื่น หรือความเชื่อที่อื่นที่แตกต่างกันกับศาสนาคริสต์
เมื่อผมโตแล้วไม่มีใครบอกให้ผมต้องนับถืออะไร ตอนนั้นผมคิดว่าเรื่องที่นักบวชเล่าให้ฟังที่โรงเรียนไม่ต้องเป็นความจริง แต่โลกใบนี้คงจะมีพระเจ้าเท่านั้นที่สร้าง
แต่เดียวนี้ผมเริ่มสนใจวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะวิวัฒนาการ เรื่องนี้ทำให้ผมคิดว่าศาสนาเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น
เพราะฉะนั้น ถ้าใครถามให้ผมว่า “คุณนับถือศาสนาอะไร” ผมมักจะตอบว่า “ผมนับถือวิทยาสาตร์”
August 24, 2008
Homework
No Comments
After talking about Bangkok during last week’s lesson my teacher gave me the title คนที่อยู่กรุงเทพ “People That Live in Bangkok” to write about. I handed it in at the start of Friday’s lesson and here it is, after corrections. I wasn’t particularly happy with this one, not so much incorrect, but not a great piece of writing.
คนที่อยู่กรุงเทพ
กรุงเทพมหานคร หรือที่ชางต่างชาติเรียกว่า “บางกอก” เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ที่มีพลเมืองประมาณ ๑๐ ล้านคน และชาวต่างชาติหลายคนที่มาเป็นนักท่องเที่ยวเพื่อธุระกิจ
นอกจากเป็นเมืองหลวงของประเทศ กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการคมนาคม การค้า การธุระกิจ การศาสนา การศึกษา และการเมืองเป็นต้น เนื่องจากกรุงเทพฯเป็นกลางจึงมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติมาอาศัยที่กรุงเทพฯ และทำให้เมืองนี้มีวัฒนาธรรม และความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันกับเมืองอื่นในประเทศ
สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจก็คือ ในหนึ่งวันจะมีโอกาสเห็นสภาพคนและสถานที่ ที่แตกต่างกันมาก จะเห็นวัดที่สวยมากและสลัมที่สกปรก จะเห็นคนขอทานข้างนอกห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ นัดท่องเที่ยวและนักธุระกิจเดินผ่านพ่อค้าแม่ค้าที่ขายผลไม้หรืออาหารถูกๆ
นี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมเพราะว่าผมมาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่นั่นมีคนจนและคนรวย มีเมืองใหญ่และชนบท แต่ความจริงคือ ชีวิดของคนที่อยู่ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ค่อยต่างกันมาก ถ้าเราเปรียบเทียบกับคนที่อยู่ที่นี่
ในความคิดของผมเรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผม แต่มันเป็นเรื่องที่อันตรายสำหรับวัฒนธรรมไทยและชีวิดความเป็นอยู่ของคนไทยบางคน เพราะว่าเวลาคนที่ไม่ค่อยมีเงินมาอยู่กับคนที่รวย เขาจะรู้สึกไม่พอใจกับชีวิดของเขาแม้ว่ารายได้ของเขาอาจจะพอกับ ค่าครองชีพ
สมัยนี้เด็กที่กรุงเทพฯเริ่มฟุ่มเฟือยชอบเลี้ยงแบบคนอื่น โดยเฉพาะดาราและคนรวย ผมก็เลยอยากให้พวกเขารู้ว่า เขาไม่ต้องเอาอย่างใคร ต้องคิดเองและฟังพ่อแม่เท่านั้น และเงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญมากเหมือนอย่างที่เขาคิดตอนนี้
กรุงเทพฯตอนนี้ เปลี่ยนแปลงจากเดิมมาก ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม คน ธรรมเนียมและวัฒนธรรม สภาพที่อยู่อาศัย เป็นต้น
August 12, 2008
Homework
No Comments
As you can see, I’ve been busy. Today was Mothers’ Day วันแม่ in Thailand, so I was off work. As my teacher will be leaving Bangkok for a few days on Thursday we decided to use today as a study day. Consequently, I had to do this before going to study this morning so it was a bit rushed. Anyway here is assignment 2 (after corrections).
ชาวนา
ชาวนา คือ บุคคลที่มีอาชีพปลูกข้าว ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ คำกล่าวมานี้เป็นความจริงเพราะว่าข้าวเป็นอาหารหลักของประเทศไทย นอกจากนี้ข้าวเป็นสินค้าออกของไทยที่สำคัญมากสำหรับเศรษฐกิจไทย
ใครที่มาอยู่เมืองไทยและเรียนภาษาไทยจะทราบว่าข้าวเป็นสิ่งสำคัญอย่างไร เพราะว่าคนไทยมักจะทักทายกันว่า “กินข้าวหรือยัง” เป็นประจำ แล้วเวลาคุณถามคนไทยว่าชีวิตของคนไทยเป็นอย่างไร มักจะคิดถึงคำกล่าวนี้ “ในน้ำมีปลาในนามีข้าว” แต่ผมรู้สึกว่าคนไทยสมัยนี้ โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในเมืองลืมว่าปลากับข้าวมาจากไหน
ชาวนาทำงานหนักตั้งแต่เช้าถึงค่ำตลอดปี เพราะหลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยวประจำปีแล้ว พวกเขาก็จะเริ่มปลูกข้าวนาปรัง หรือพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ต่ออีก หรือไม่ก็เลี้ยงสัตว์หลายชนิด เช่น วัว ปลา และเป็ด เป็นต้น
แต่มีเหตุหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้อาชีพนี้ลำบากยากขึ้น ทุกคนรู้ว่าตอนนี้ค่าครองชีพของคนไทยเริ่มสูงขึ้น แต่ข้าวเปลือกมีราคาตกต่ำ นอกจากนี้มีเรื่องสิ่งแวดล้อมที่คุกคามอาชีพชาวนาก็คือขาดแคลนน้ำสำหรับการปลูกข้าวนาปรัง และการก่อสร้างที่อาจทำให้น้ำเป็นพิษ
แต่สิ่งที่อันตรายมากคือความคิดของคนไทยสมัยนี้ ที่ไม่นิยมเป็นชาวนาแต่ชอบไปหางานในโรงงานหรือในเมืองจนลืมไปว่าข้าวที่กินอยู่ทุกวันนี้มาจากใคร เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรจะยกย่องชาวนา และควรให้ทุกคนสำนึกถึงผู้ที่เลี้ยงทุกๆ คน ในประเทศ และในโลก
August 9, 2008
Homework
No Comments
Here is my first homework assignment from last week (after being corrected slightly). I had my second lesson today which I will add more about in the next couple of days. The assignment is titled gaan rian paa-saa tai kong pom , basically “my (experiences) learning Thai”. If you can’t read the script then copy the text into www.thai2english.com for a transcription.
การเรียนภาษาไทยของผม
ภาษาไทยเป็นภาษาหลักของคนไทย ซึ่งมีตัวอักษร ๔๔ ตัว และสระ ๒๑ รูป ทุคคนที่เกิดมาในประเทศไทยเรียน อ่าน เขียน และพูด ภาษาไทย ซึ่งมีครูบาอาจารย์เป็นผู้สอนไม่ว่าจะอยู่ภาคใดในประเทศ
ตอนที่ผมอยู่ประเทศอังกฤษผมมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการเรียนภาษาน้อย มาก เพราะฉะนั้นเมื่อผมมาเที่ยวประเทศไทยครั้งแรกผมไม่สนใจภาษาไทยเลย ผมคิดว่าภาษาไทยคงจะยากมาก ไม่มีทางที่ผมจะเรียนได้เลย
แต่ตอนที่ผมมาเมืองไทยอีกเพื่อทำงานที่ประเทศไทย ผมเริ่มมีความสนใจในภาษาไทย ผมเห็นว่าคนไทยเป็นคนใจดีมากๆ ชอบพูดกับชาวต่างชาติ แต่ผมเห็นว่าบางคนอายเวลาพูดคุย เพราะว่าไม่มีควเมรู้และความสามารถเกี่ยวกับการพูด การฟังภาษาอังกฤษ ดังนั้นผมจึงตัดสินใจว่า ถ้าผมจะอยู่ที่ประเทศไทย ผมควรจะเรียนภาษาไทย
ตอนที่ความสนใจในภาษาไทยเกิดขึ้นผมอยู่ประเทศไทยได้ประมาณหนึ่งปี มันมีประโยชน์ก็คือ ตอนที่ผมเริ่มเรียนภาษาไทยครั้งแรก ผมชินเสียงพูดของคนไทยแล้ว นี่เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะว่าตอนแรกเราต้องเรียนการออกเสียงภาษาไทย ซึ่งแตกต่างกันกับภาษาของตนเอง
ผมซื้อหนังสือหล่ายเล่ม และเรียนอ่านเขียนภาษาไทยเอง แต่หลังจากนั้นหนึ่งหรือสองปีผมเห็นว่าความสามารถของผมไม่ดีขึ้น เพราะแะนั้นผมจึงลาออกจากงานเพื่อเรียนภาษาไทยกับครูไทยในโรงเรียนภาษา ผมเรียนในโรงเรียน ๕ เดือน และเรียนพิเศษกับครูไทยราวๆ ๕ หรือ ๖ เดือน จนผมสอบความรู้ภาษาไทยเทียบชั้นประถมศึกษาปีที่๖ได้
ผมคิดว่าการเรียนภาษาไทยมีประโยชน์มาก ซึ่งเห็นได้จากการพูดคุยกับคนไทย คนไทยมีน้ำใจและใจดีมากเวลาพูดคุยกับชาวต่างชาติ ผมคิดว่าถ้าชาวต่างชาติทุกคนที่อยู่เมืองไทยได้เรียนภาษาไทยเหมือนกับผมก็จะ มีความสุขในการอยู่เมืองไทย และจะรู้ว่าภาษาไทยไม่ยากอย่างที่คิด